ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

สารที่ห้ามใช้แล้วในไทย — และทำไมของเก่าในโรงเก็บถึงเป็นปัญหา

ผลิตภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตรที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย
ภาพประกอบ: Environmental Protection Agency. 12/2/1970 — Public domain (Wikimedia Commons)

รายชื่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรเปลี่ยนได้ตามประกาศราชการ สารที่เคยใช้ได้เมื่อสองปีก่อนอาจผิดกฎหมายในวันนี้

รายชื่อสารเคมีเกษตรที่ใช้ได้ในประเทศไทยไม่ใช่รายชื่อที่คงที่ คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนและออกประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ สารบางตัวถูกยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งแปลว่าแม้แต่การเก็บไว้เฉย ๆ ก็ผิดกฎหมาย

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด

  • พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสถูกประกาศห้ามใช้ในประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซตไม่ได้ถูกห้าม แต่ถูกกำหนดให้ใช้ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดกว่าเดิม

ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหลังประกาศ

  • ของค้างในโรงเก็บ หลายแปลงยังมีขวดเก่าเหลืออยู่ที่มุมโรงเก็บโดยลืมไปแล้ว การมีไว้ในครอบครองหลังวันที่ประกาศมีผลคือความผิด และการนำไปเทลงดินหรือลงน้ำเพื่อ "กำจัดทิ้ง" เป็นการสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม ทางที่ถูกคือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอเพื่อสอบถามวิธีส่งคืนหรือกำจัดที่ถูกต้อง

ของที่ไม่มีฉลาก เกษตรกรบางรายซื้อสารแบ่งขายที่กรอกใส่ขวดน้ำหรือถุงโดยไม่มีฉลาก ของแบบนี้ตรวจสอบไม่ได้เลยว่าเป็นสารอะไร อยู่ในรายการที่ห้ามหรือไม่ และอันตรายซ้ำซ้อนเพราะภาชนะที่ใช้มักเป็นภาชนะบรรจุอาหาร

สารที่ยังขายอยู่ตามร้าน ไม่ได้แปลว่าถูกกฎหมายเสมอไป มีของที่ลักลอบนำเข้าและของที่ค้างสต๊อกอยู่จริง วิธีตรวจที่ง่ายที่สุดคือดูเลขทะเบียนวัตถุอันตรายบนฉลาก ถ้าไม่มีเลขทะเบียน ไม่ควรซื้อ

จะรู้ได้อย่างไรว่ารายการปัจจุบันเป็นอย่างไร

  • ประกาศที่มีผลบังคับใช้อยู่เป็นข้อมูลสาธารณะที่กรมวิชาการเกษตรเผยแพร่ และสำนักงานเกษตรอำเภอตอบได้ อย่าอาศัยข้อมูลจากกลุ่มแชทหรือคำบอกเล่า เพราะเรื่องนี้เปลี่ยนได้และผิดแล้วมีโทษตามกฎหมาย

ทำไมบทความนี้ไม่ลงรายชื่อทั้งหมด

  • เพราะรายชื่อเปลี่ยนได้ และรายชื่อที่ล้าสมัยบนหน้าเว็บอันตรายกว่าไม่มีรายชื่อเลย เกษตรกรที่อ่านเจอปีหน้าจะเข้าใจว่าของที่ไม่อยู่ในรายการนี้ใช้ได้ ทั้งที่อาจถูกประกาศเพิ่มไปแล้ว
  • หมายเหตุสำคัญ
  • บทความนี้อธิบายหลักการทั่วไปเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่คำแนะนำการใช้สารเคมีรายการใดรายการหนึ่ง อัตราผสม ชนิดพืชที่ใช้ได้ และระยะเวลาที่ต้องเว้น ต่างกันตามผลิตภัณฑ์และเปลี่ยนตามประกาศของทางราชการ ให้ยึดฉลากของสารนั้นเป็นหลักเสมอ และปรึกษานักวิชาการเกษตรหรือเจ้าหน้าที่ของเราก่อนตัดสินใจใช้