ปริมาณสารต่อไร่เท่าเดิม แต่ละลายในน้ำที่น้อยกว่ามาก จุดที่ต้องระวังจึงย้ายไปอยู่ที่ขั้นตอนผสม
การพ่นด้วยโดรนใช้น้ำต่อไร่น้อยกว่าการพ่นด้วยเครื่องสะพายหลังหรือเครื่องพ่นแรงดันสูงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อดีคือขนน้ำน้อยลงและทำงานได้เร็วขึ้น แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องเข้าใจให้ชัด
ปริมาณสารเท่าเดิม น้ำน้อยลง แปลว่าเข้มข้นขึ้น
- อัตราสารต่อไร่ที่ฉลากกำหนดไม่ได้เปลี่ยนเพราะเปลี่ยนวิธีพ่น สิ่งที่เปลี่ยนคือปริมาณน้ำที่ใช้ละลาย เมื่อน้ำน้อยลง ความเข้มข้นของน้ำยาในถังจึงสูงขึ้น
สามเรื่องที่ต้องปรับตาม
หนึ่ง การป้องกันตัวตอนผสมต้องเข้มขึ้น
- น้ำยาที่เข้มข้นกว่าหมายความว่าการกระเด็นใส่ตัวครั้งเดียวได้รับสารมากกว่าที่เคย ถุงมือยางและแว่นครอบตาตอนผสมจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
สอง การทดสอบการเข้ากันต้องทำจริง
- สารที่เคยผสมด้วยกันได้ในถังใหญ่ที่เจือจางมาก อาจตกตะกอนเมื่ออยู่ในความเข้มข้นที่สูงขึ้น การทดสอบในแก้วก่อนจึงสำคัญกว่าเดิม ไม่ใช่ข้ามได้เพราะเคยผสมคู่นี้แล้วไม่มีปัญหา
สาม การกรองน้ำและการล้างระบบ
- หัวฉีดของโดรนมีรูเล็กกว่าเครื่องพ่นทั่วไป น้ำยาที่เข้มข้นขึ้นบวกกับตะกอนในน้ำทำให้อุดตันง่ายขึ้น ต้องกรองน้ำก่อนลงถังทุกครั้ง และล้างระบบด้วยน้ำสะอาดหลังเสร็จงานทุกครั้ง ไม่ใช่รอตอนเปลี่ยนชนิดสาร
เรื่องที่ไม่เปลี่ยน
- ระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวไม่เปลี่ยนตามวิธีพ่น เพราะนับจากปริมาณสารที่ลงไปในพืช ไม่ใช่จากปริมาณน้ำ
อัตราสารต่อไร่ตามฉลากไม่เปลี่ยน การลดสารลงเพราะ "โดรนพ่นทั่วกว่า" คือการใช้ต่ำกว่าอัตรา ซึ่งเร่งการดื้อยาโดยตรง
ข้อได้เปรียบที่ได้มาจริง
- ผู้ปฏิบัติงานไม่ต้องเดินอยู่ในม่านละอองตลอดเวลาเหมือนการพ่นด้วยเครื่องสะพายหลัง ซึ่งลดการสัมผัสสารสะสมของคนพ่นได้มาก นี่เป็นประโยชน์ด้านสุขภาพที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนมาใช้โดรน และเป็นเหตุผลที่ควรพูดถึงมากกว่าเรื่องความเร็วอย่างเดียว
- หมายเหตุสำคัญ
- บทความนี้อธิบายหลักการทั่วไปเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่คำแนะนำการใช้สารเคมีรายการใดรายการหนึ่ง อัตราผสม ชนิดพืชที่ใช้ได้ และระยะเวลาที่ต้องเว้น ต่างกันตามผลิตภัณฑ์และเปลี่ยนตามประกาศของทางราชการ ให้ยึดฉลากของสารนั้นเป็นหลักเสมอ และปรึกษานักวิชาการเกษตรหรือเจ้าหน้าที่ของเราก่อนตัดสินใจใช้


