เกษตรกรหลายคนไม่มั่นใจว่าน้ำน้อยจะพอ บทความนี้อธิบายว่าทำไมปริมาณน้ำกับปริมาณสารออกฤทธิ์เป็นคนละเรื่องกัน
คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากเกษตรกรที่เพิ่งเห็นโดรนพ่นยาคือ "น้ำออกน้อยแบบนี้จะพอเหรอ"
เป็นคำถามที่ดีและมีเหตุผล เพราะคนที่พ่นด้วยเครื่องสะพายหลังมาทั้งชีวิตเห็นน้ำไหลจนใบเปียกโชกเป็นสัญญาณว่า "ทั่วแล้ว"
น้ำไม่ใช่ตัวยา
- สิ่งที่ฆ่าแมลงหรือกำจัดวัชพืชคือสารออกฤทธิ์ ไม่ใช่น้ำ น้ำเป็นแค่ตัวพา ถ้าปริมาณสารออกฤทธิ์ต่อไร่เท่าเดิม การใช้น้ำน้อยลงไม่ได้แปลว่าได้ยาน้อยลง
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเข้มข้น
- น้ำน้อยลงแต่สารเท่าเดิม แปลว่าสารละลายเข้มข้นขึ้น ละอองแต่ละหยดจึงมีสารมากขึ้น จุดที่ต้องระวังคือ สารบางชนิดมีขีดจำกัดความเข้มข้นที่ปลอดภัยกับพืช การเพิ่มความเข้มข้นเกินกว่าที่ฉลากกำหนดอาจทำให้ใบไหม้ได้ นี่คือเหตุผลที่ต้องอ่านฉลากและถามผู้รู้ ไม่ใช่คำนวณเอาเองจากสัดส่วน
ทำไมน้ำน้อยถึงยังทั่วถึง
- เพราะลมกดจากใบพัดพาละอองแทรกเข้าไปในทรงพุ่ม แทนที่จะอาศัยปริมาณน้ำไหลไปทั่วต้น การครอบคลุมจึงมาจากการกระจายของละอองและแรงลม ไม่ใช่จากปริมาตรน้ำ
ข้อดีที่ตามมา
- ขนน้ำเข้าแปลงน้อยลงมาก ซึ่งเป็นภาระหนักในแปลงที่ไกลแหล่งน้ำ ทำงานได้ต่อเนื่องนานขึ้นก่อนต้องเติม และลดน้ำที่ไหลลงดินโดยเปล่าประโยชน์
ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ
- งานบางอย่างต้องการปริมาณน้ำมากจริง ๆ เช่นการพ่นที่ต้องให้สารไหลลงถึงโคนต้นหรือผิวดิน กรณีแบบนี้โดรนอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะที่สุด และการยืนยันว่าโดรนทำได้ทุกงานคือการขายเกินความจริง
วิธีตรวจว่าพ่นทั่วจริงไหม
- ใช้กระดาษไวน้ำวางตามจุดต่าง ๆ ในแปลง ทั้งด้านบนทรงพุ่มและใต้ใบ แล้วดูรอยละอองหลังบินผ่าน วิธีนี้ให้คำตอบที่เห็นด้วยตาแทนการเดา และเป็นวิธีที่ใช้กันในงานวิชาการ
- หมายเหตุสำคัญ
- บทความนี้อธิบายหลักการทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการใช้สารเคมีเฉพาะรายการ อัตราผสมและช่วงเวลาที่เหมาะสมต่างกันตามชนิดสาร ชนิดพืช ระยะการเจริญเติบโต และสภาพแปลง ให้ยึดฉลากของสารนั้นเป็นหลักเสมอ และสอบถามเจ้าหน้าที่ของเราหรือนักวิชาการเกษตรก่อนตัดสินใจ


